วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

GR-HEP-Cosmo งานประชุมแรกที่รวม ศ.ฟิสิกส์ถึง 5 คน

GR-HEP-Cosmo งานประชุมแรกที่รวม ศ.ฟิสิกส์ถึง 5 คน
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 28 กรกฎาคม 2552 17:56 น.

ศ.แอนน์ เดวิส (ภาพประกอบส่วนหนึ่งจาก สถาบันสำนักเรียนท่าโพธิ์)

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ศ.หยู๋เผิง แหยน

ศ.หยู๋เผิง แหยน และ ศ.แอนน์ เดวิส

เวทีเสวนาสาธารณะด้านฟิสิกส์ทฤษฎีและจักรวาลวิทยา

นักเรียนมัธยมร่วมฟังเสวนาสาธารณะด้านฟิสิกส์ทฤษฎีและจักรวาลวิทยา


นายรักพงษ์ กิตตินราดร

(ซ้าย) น.ส.พันธุ์ทิพย์ ฟั่นบ้านไร่ (ขวา) น.ส.ณัฏฐณิชา เขตสูงเนิน

หลังการเสวนา ดร.บุรินทร์ (ขวา) และ ศ.แอนน์ เดวิส ร่วมถ่ายรูปกับพิธีกรในการเสวนา

ครั้งแรกของงานประชุมวิชาการไทย ที่รวม "ศาสตราจารย์" ด้านฟิสิกส์ถึง 5 คน ภายในงานประชุม GR-HEP-Cosmo งานประชุมสำหรับนักฟิสิกส์ทฤษฎี ที่จัดขึ้นในพิษณุโลก พร้อมเวทีเสวนาสาธารณะเล่าเรื่อง "ฟิสิกส์และจักรวาล" แก่ผู้สนใจทั่วไป
       
       สถาบันสำนักเรียนท่าโพธิ์สำหรับฟิสิกส์ทฤษฎีและจักรวาลวิทยา (TPTP) ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร (มน.) ร่วมกับสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สดร. สถาบันบริหารการวิจัยและพัมนา มหาวิทยาลัยนเรศวร และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมจัดงานประชุม The 4th Siam Symposium on GR-HEP-Cosmo ซึ่งเป็นงานประชุมฟิสิกส์ทฤษฎีทางด้านทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป ฟิสิกส์พลังงานสูงและจักรวาลวิทยา ระหว่างวันที่ 26-28 ก.ค.52 ณ โรงแรมรัตนา ปาร์ก
       
       ดร.บุรินทร์ จำกัดภัย หัวหน้าครูสถาบันสำนักเรียนท่าโพธิ์ฯ และอาจารย์ภาควิชาฟิสิกส์ มน. กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมวิชาการครั้งแรกของเมืองไทยที่มี "ศาสตราจารย์" ทางด้านฟิสิกส์เข้าร่วมถึง 5 คน ซึ่งเป็นครั้งที่ 4 ของการประชุมฟิสิกส์และเอกภพ (Thai Physics and the Universe Symposium) ของสถาบัน ที่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2546 และต่อเนื่องอีก 2 ปี แต่ได้เว้นว่างไป 4 ปีเพื่อเตรียมความพร้อม
       
       "เป้าหมายของการประชุมนี้ คืออยากให้เด็กได้ฟังวิทยากรระดับโลก และฝึกให้เด็กได้พูดบรรยายในเวทีสัมมนา" ดร.บุรินทร์กล่าว
       
       ทั้งนี้ มีศาสตราจารย์ทางด้านฟิสิกส์ที่เข้าร่วมประชุมและบรรยายพิเศษ คือ ศ.แอนน์ เดวิส (Prof.Anne Christine Davis) จากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (Cambridge University) สหราชอาณาจักร ศ.เดวิด รัฟโฟโล (Prof.David Ruffolo) จากมหาวิทยาลัยมหิดล ศ.ดักลาส ซิงเกิลตัน (Prof.Douglas Singleton) จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียสเตท (California State University) สหรัฐฯ ศ.หยู๋เผิง แหยน (Prof.Yupeng Yan) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และ ศ.ไมค์ บิสเซส (Prof.Mike Bisset) จากมหาวิทยาลัยซิงหัว (Tsinghua University) สาธารณรัฐประชาชนจีน
       
       ภายในการประชุม 2 วันแรก ศ.เดวิส ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อพลังงานมืดแบบคาเมเลียน (Chameleon Dark Energy) และ ศ.หยางได้บรรยายในหัวข้อควอนตัมโครโมไดนามิกส์ (Quantum Chromodynamics) โดยศาสตราจารย์ทั้ง 5 ได้บรรยายทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎีในวันสุดท้ายของการประชุม GR-HEP-Cosmo ซึ่งเวทีประชุมย้ายไปที่ มน. เพื่อร่วมกับการประชุมวิจัยมหาวิทยาลัยนเรศวรครั้งที่ 5
       
       นอกจากนี้ภายในการประชุม ยังได้จัดเวทีเสวนาสาธารณะ-วัฒนธรรมวิทยาศาสตร์ TPTP ครั้งที่ 3 เรื่อง "ฟิสิกส์กับจักรวาล" ซึ่งเปิดให้ประชาชนที่สนใจเข้าร่วม 100 คน ซึ่งในเสวนาดังกล่าวมีนักเรียน ระดับ ม.ปลายจากโรงเรียนในพิษณุโลกเข้าร่วม โดยมี ดร.ปิยบุตร บุรีคำ นักฟิสิกส์พลังงานสูง จากภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.เดวิส และ ดร.บุรินทร์ ร่วมเสวนา
       
       ด้าน นายรักพงษ์ กิตตินราดร บัณฑิตฟิสิกส์จากมาหวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเตรียมตัวเดินทางไปศึกษาต่อทางด้านฟิสิกส์ทฤษฎีด้วยทุนมหาวิทยาลัยยูเทรคท์ (Utrect University) เนเธอร์แลนด์ กล่าวกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV-ผู้จัดการออนไลน์ว่า สถาบันสำนักเรียนท่าโพธิ์ฯ จัดประชุมโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศมาบรรยายพิเศษ ทำให้ได้ประโยชน์จากตรงนี้เป็นหลัก ร่วมทั้งได้ความรู้จากอาจารย์ของสถาบันฯ เองด้วย
       
       “ผลจากการเข้าร่วมประชุม ทำให้เราได้กระตือรือล้นมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักฟิสิกส์ทฤษฎี เพราะเราไม่มีอะไรมาคอยจี้ การมาร่วมงานอย่างนี้ ทำให้ได้แรงบันดาลใจที่จะคิดต่อยอด ได้ดูการทำงานนักวิทยาศาสตร์และวิทยากรระดับนานาชาติจากการนำเสนองาน ซึ่งเป็นแนวทางในการทำงานในอนาคต ชอบงานนี้ตรงที่มีการบรรยายเป็นคอร์สสั้นๆ ต่างจากที่อื่นซึ่งพูดแค่ 15 นาที ทำให้ไม่ได้อะไรนัก สุดท้ายได้รู้จักคนเพิ่ม เป็นคนที่สนในเรื่องเดียวกันและอนาคตจะได้กลับมาทำงานร่วมกัน" รักพงษ์กล่าว
       
       ส่วน น.ส.ณัฏฐณิชา เขตสูงเนิน และ น.ส.พันธุ์ทิพย์ ฟั่นบ้านไร่ สองนักศึกษาปี 3 จากภาควิชาฟิสิกส์ มน. ซึ่งเป็นนักเรียนของสถาบันสำนักเรียนท่าโพธิ์ เผยกับทีมข่าววิทยาศาสตร์ว่า แม้จะฟังนักฟิสิกส์ต่างชาติบรรยายพิเศษไม่ค่อยเข้าใจเท่าใด แต่ก็ได้รับแรงบันดาลใจ และได้ทราบจุดบกพร่องว่าต้องกลับไปแก้ไขตรงจุดไหนบ้าง.

http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000085428


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.parent-youth.net
http://ilaw.or.th
http://www.thaihof.org
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://www.projectlib.in.th
http://elibrary.nfe.go.th
http://www.nstda.or.th/th
http://www.arda.or.th
http://www.nppdo.go.th
http://www.tlcthai.com
http://dbd-52.hi5.com
http://www.oknation.net/blog/assistance
http://weblogcamp2009.blogspot.com/

วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ทฤษฎีไอน์สไตน์พิสูจน์ได้ด้วย“สุริยุปราคา”

ทฤษฎีไอน์สไตน์พิสูจน์ได้ด้วย"สุริยุปราคา"
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083542


ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
 
 
 
 
 




แบ่งปันความทรงจำกับคนอื่นๆ ที่คุณต้องการทางออนไลน์ได้ คนอื่นๆ ที่คุณต้องการ

เราได้อะไรจากปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง

เราได้อะไรจากปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวง
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9520000083556

ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com

 
 
 
 
 




ด้วย Windows Live คุณสามารถจัดการ แก้ไข และ แบ่งปันภาพถ่ายของคุณ

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ข่าวจาก สกว.(จดหมายข่าว biodata ฉบับที่ 103 วันที่ 16 กรกฎาคม 2552)



ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
 
 
 
 
 



 



Subject: ข่าวจาก สกว.(จดหมายข่าว biodata ฉบับที่ 103 วันที่ 16 กรกฎาคม 2552)
From: biodata@trf.or.th
Date: Thu, 16 Jul 2009 09:52:45 +0700



 สาร  biodata ฉบับที่  103
ช่างเฟอร์นิเจอร์

เรียนสมาชิก biodata ทุกท่าน

        ช่วงนี้งานของทีม biodata ค่อนข้างยุ่ง ส่วนหนึ่งเพราะกำลังพัฒนาหน้า web ใหม่ให้สดใสใช้งานง่ายกว่าเดิม  จึงไม่ได้มีเวลาหา material ใหม่ๆ มาเล่าสู่กันอ่าน  วันนี้จึงขอยืมที่พบในคำนำหนังสือเล่มหนึ่งที่พิมพ์โดย สกว. มาถ่ายทอด  เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แก่สมาชิกไม่มากก็น้อย

         "ในการบริหารจัดการงานวิจัยเพื่อเป้าหมายการใช้ประโยชน์ได้นั้น การสนับสนุนในส่วนของ "แนวคิด" มีความสำคัญยิ่งกว่าการสนับสนุนงบประมาณด้วยซ้ำไป เพราะหากแนวคิดไม่ถูกต้อง  งบประมาณที่ให้ไปก็ได้ประโยชน์ไม่เต็มที่ คืออาจได้เพียงช่วยให้นักวิจัยได้ "ฝึกทำวิจัย" อีกชิ้นหนึ่งเท่านั้น  เราเห็นได้ชัดจากงานวิจัยหลายชิ้นว่า  นักวิจัยถนัดที่จะทำวิจัยแบบ "เอาเทคนิคมานำทาง" (technique-oriented)  คือใช้เทคนิคเป็นเครื่องมือ (tool)   งานประเภทนี้มักจะปรากฎเป็นวิทยานิพนธ์  คือฝึกให้คนทำวิจัยให้เป็น   งานจึงซ้ำๆ ในวิธีการเดิมๆ (ที่ตนเองหรือคนอื่นเคยทำไว้แล้ว  เพียงแต่เปลี่ยนตัวอย่างไป)   เหมือนคนมีค้อนแล้วไล่ตอกตะปูไปในทุกที่  นานไปก็ตอกได้แม่น  รู้น้ำหนักและจังหวะค้อนที่จะทำให้ตะปูเข้าเนื้อไม้โดยไม่งอพับ   คนที่ทำวิจัยแบบนี้จะเก่งในวิธีการ....  แต่เปลืองตะปู  โดยไม่ได้เก้าอี้ที่อยากได้  งานวิจัยที่จะใช้ประโยชน์ได้จริงนั้นต้องมีเป้าหมายการทำ   เป้าหมายที่เห็นชัดที่สุดคือการคิดทำวิจัยแบบ "เอาปัญหาเป็นฐานความต้องการทำ" (problem-based)  และมีเป้าหมายให้ได้คำตอบ (solution-targeted)   โจทย์วิจัยที่มีเจ้าของเป็นสิ่งที่มีบริบท  คือจะตอกตะปูก็รู้ว่ามีปัญหาจากการไม่มีเก้าอี้นั่ง (problem)  จึงตอกตะปูเพื่อให้ชิ้นไม้ยึดติดกันเป็นเก้าอี้ (solution)

        ดังกล่าวแล้วว่า  งานวิจัยแบบ "เอาเทคนิคมานำทาง" นั้น  เหมาะสำหรับการฝึกคนเพื่อสร้างนักวิจัย   จึงเหมาะกับงานประเภทวิทยานิพนธ์  แต่หากหวังผลแค่นั้น  เราแทบไม่ต้องจัดการอะไรเลยก็ได้   เพียงแค่หาคนที่มีค้อนให้เจอแล้วมอบตะปูให้เขาเอาไปหัดตอกให้เป็น  ซึ่งในที่สุดเราก็จะได้คนมีทักษะตอกตะปูเต็มไปหมด  แต่ไม่มีช่างเฟอร์นิเจอร์เลยสักคน  แถมบางครั้งค้อนใช้ไม่ได้  เพราะบริบทเปลี่ยนไป เช่นพบว่า "ที่อยู่ในมือนั้นคือตะปูเกลียว  ค้อนตอกไม่เข้าหรอก  ไปหาไขควงมาขันเถอะ"   ได้ไขควงมาแล้ว  เราอาจพบว่านักวิจัยไม่ทราบว่าการขันเข้านั้นต้องหมุนซ้ายหรือหมุนขวาก็มี!!

หากเราต้องการสร้างคนให้สอดคล้องกับความต้องการในการสร้างเศรษฐกิจ  เราต้องสร้างคนที่ผลิตผลงานที่ใช้ได้  นั่นคือ ต้องสร้างคนแบบเป็นช่างเฟอร์นิเจอร์"

        รัฐบาลมีงบกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (SP2) หลายแสนล้านบาท  วงการการศึกษาและวิจัยล้วนได้งบประมาณกันมากมาย ผมไม่ทราบเหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วการกระตุ้นเศรษฐกิจจะเป็นเพียงเงินหมุนเวียนจากการซื้อขายตะปู  หรือได้เฟอร์นิเจอร์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น  ท่านใดที่มีส่วนในการใช้งบนี้ขอฝากให้คิดถึงการใช้ให้คุ้มค่าด้วย  เพราะนี่คือหนี้สาธารณะ  ที่เราทุกคนมีส่วนเป็นทั้งเจ้าหนี้ (หากแย่งซื้อพันธบัตรทัน) และลูกหนี้ (ในฐานะผู้จ่ายภาษี)

ฝากให้ช่วยกันเข้าหน้า web biodata แล้วใช้งานดู  แล้วแจ้งกลับด้วย  สกว. จะได้ปรับปรุงให้ถูกใจท่าน   

 ข่าวประชาสัมพันธ์

ประกาศทุนของสกว.  คลิก

รายการวิจัยไทยคิด วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม 2552  ตอน "อาหารเพื่อสุขภาพ" สามารถติดตามชมตอนที่ผ่านมาได้    คลิก

ข้อมูล biodata ล่าสุด

ข้อมูลถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2552 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 9,207 ราย

จำนวนสมาชิกระดับ Platinum:  22 คน
จำนวนสมาชิกระดับ Gold:  73 คน
จำนวนสมาชิกระดับ Silver:  9,111  คน
 

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
16  กรกฎาคม 2552




ด้วย Windows Live คุณสามารถจัดการ แก้ไข และ แบ่งปันภาพถ่ายของคุณ

ข่าวจาก สกว.(จดหมายข่าว biodata ฉบับที่ 104 วันที่ 23 กรกฎาคม 2552)



ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
 
 
 
 
 



 



Subject: ข่าวจาก สกว.(จดหมายข่าว biodata ฉบับที่ 104 วันที่ 23 กรกฎาคม 2552)
From: biodata@trf.or.th
Date: Thu, 23 Jul 2009 10:11:11 +0700




สาร biodata ฉบับที่ 104
สัจธรรมการปฏิรูปการศึกษา
 
เรียนสมาชิก biodata ทุกท่าน

เดิมเราเห็นว่าวิจัยอยู่ในงานหลัง ป.ตรี เท่านั้น   สาร biodata ที่ผ่านมาได้พยายามบอกสมาชิกว่าวิจัยต้องไปอยู่ในการศึกษาทุกระดับ  เราจึงจะสร้างคนที่พร้อมที่จะพัฒนาประเทศด้วยความรู้ได้  หากการทำวิจัยพัฒนาคนในขั้นการศึกษาขั้นพื้นฐานได้  พวกเรา (อาจารย์มหาวิทยาลัย) จะได้ไม่ตำหนิการศึกษาขั้นพื้นฐานว่าส่งวัตถุดิบไม่พร้อมให้อุดมศึกษา

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้  เห็นทีต้องทำความเข้าใจระกว่าง "การวิจัย" และ "งานวิจัย"

คำว่า "การวิจัย" ให้ความหมายถึง "กระบวนการ"  ส่วน "งานวิจัย"  (มักจะ) หมายถึง "เนื้องาน"  เราจะได้เนื้องานก็ต่อเมื่อมีกระบวนการทำงานนั้น  หรือที่เรียกว่า "การทำงานวิจัย"

หลายคนในวงการวิจัยไม่เห็นว่างานวิจัยขนาดเล็กที่ สกว. สนับสนุนในการศึกษาคือ "การวิจัย"  เพราะเห็นแต่ "เนื้องาน" ว่าไม่เป็น "งานวิจัย"  มายาคตินี้เกิดจากเอา "งาน" มาบดบัง "การ"  จึงพลอยทำให้ไม่เห็น "พลัง" ของการวิจัยที่อยู่ในการศึกษา  และอาจจะคิดเลยไปว่าวิจัยอยู่แยกจากการศึกษา

เรื่องวิจัยกับการศึกษาที่ "สาร biodata" เสนอมาก่อนหน้านี้เป็นโครงการยุววิจัย  ที่เข้าไปปฏิรูปการวิจัยของนักเรียนมัธยม จากเดิมที่นักเรียนแยกไม่ออกระหว่างวิจัยกับสิ่งประดิษฐ์ (มักจะเอาสิ่งประดิษฐ์มาเป็นวิจัย)   ส่วนครูจะติดกับ "วิจัยในชั้นเรียน" ตาม format ของกระทรวงศึกษาฯ จนลืมวิจัยที่ตนเองเคยทำ (ครูหลายท่านจบปริญญาโททางวิทยาศาสตร์) 

ไม่มีใครสนใจเอาวิจัยเข้าไปสู่การศึกษาระดับขั้นพื้นฐานเลย  เพราะคิดว่านอกจากวิจัยไม่ fit กับ context การศึกษาแล้ว  ยัง "ไม่ใช่เรื่อง" ของตนอีกด้วย

ในขณะที่ สกอ. ได้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 (SP2) กว่าหมื่นล้านบาทเป็นงบวิจัยเพื่อความเป็นเลิศ  แต่คนกระทรวงศึกษาพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 โดยไม่คิดถึงการวิจัยที่เป็นกิจกรรมการศึกษาเลย   งบ SP2 ที่กระทรวงมีส่วนได้หลายหมื่นล้านบาทนั้นน่าดีใจที่มีส่วนพัฒนาครูอยู่บ้าง   สำหรับในส่วนวิจัยก็ยังใช้เครื่องมือเหมือนเดิม คือ "วิจัยในชั้นเรียน"

ประสบการณ์ของ สกว. ในการสนับสนุนการวิจัยระดับโรงเรียนมัธยมมา 5-6 ปีได้บทเรียนมากมาย  จนเป็นที่ยอมรับของฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ใน สกว. แทบทุกฝ่าย  เกิดการขยายตัวจากฝ่ายอุตสาหกรรม (ยุววิจัยางพารา  ยุววิจัยท่องเที่ยว) ไปสู่ฝ่ายเกษตร (ยุววิจัยไม้ผล)  ฝ่ายชุมชน (ยุววิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่น)  (ส่วนฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะนั้นมีครุวิจัยอยู่ก่อนแล้ว)  ซึ่งแสดงว่า สกว. ฝ่ายวิจัยและพัฒนามั่นใจในโครงการยุววิจัยว่าจะเป็นรากฐานการสร้างคนที่จะมาเป็นกลไกพัฒนาประเทศ  ตามปณิธานของ สกว. ได้

ความมั่นใจนี้ได้รับการตอกย้ำเมื่อ ศ. นพ. วิจารณ์  พานิช  นำหนังสือ "วิจัย...พลังเปลี่ยนการเรียนรู้" ที่ สกว. เขียนจากประสบการณ์การให้ครูและนักเรียนทำงานวิจัยไปเขียนใน blog ของท่านว่า

"...หนังสือในชุด "วิจัย...พลังเปลี่ยนการเรียนรู้"  ทำให้ผมตาสว่าง เห็นสัจธรรมว่า การวิจัยจะช่วยปฏิรูปการศึกษาหรือการเรียนรู้ได้จริงๆ..."

หนังสือนี้หาซื้อได้ที่ http://www.trf.or.th/book   สมาชิก biodata ได้ส่วนลดตามกติกา

ฉบับนี้ขึ้นต้นไว้ด้วยเรื่อง "การวิจัย" และ "งานวิจัย" แต่ยังไปไม่ถึงไหนเลย  ฉบับหน้าจะต่อให้จบครับ

ข่าวประชาสัมพันธ์

ประกาศทุนของสกว.  คลิก

รายการวิจัยไทยคิด วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม 2552  ตอน "ยุววิจัยยางพารา" สามารถติดตามชมตอนที่ผ่านมาได้    คลิก

ข้อมูล biodata ล่าสุด

ข้อมูลถึงวันที่ 23 กรกฎาคม 2552 มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 9,214 ราย
จำนวนสมาชิกระดับ Platinum 25 คน เพิ่มจากสัปดาห์ที่แล้ว 3 ท่าน ดังนี้
ดร. วารุณี เปรมานนท์
ดร. อุรา ปานเจริญ
ดร. สนทยา ลิ้มมัทวาภิรัติ์
จำนวนสมาชิกระดับ Gold  76  คน
จำนวนสมาชิกระดับ Silver  9110  คน

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)
23  กรกฎาคม 2552




แบ่งปันรูปถ่ายกันอย่างง่ายดายด้วย Windows Live™ Photos ลากแล้วปล่อย

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

"ตะวันดับ"สรรพคราส นานสุดในรอบ 1,000 ปี 22 กรกฎาคม 2552


วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11456 มติชนรายวัน


"ตะวันดับ"สรรพคราส นานสุดในรอบ 1,000 ปี 22 กรกฎาคม 2552


โดย พนิดา สงวนเสรีวานิช




ปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วน (ภาพโดยวรดิเรก มรรคทรัพย์)
แล้ววันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง!

22 กรกฎาคม พ.ศ.2552 วันที่โลกจะได้บันทึกอย่างเป็นทางการถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นจริงกับการเกิดปรากฏการณ์สุริยุปราคาเต็มดวงนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21 นานถึง 6 นาที 39 วินาที

ปรากฏการณ์ที่ไม่เพียงแต่จะนำความตื่นเต้นมาสู่แวดวงดาราศาสตร์ แต่ยังมีคนอีกครึ่งโลกที่กระตือรืนร้นที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในนาทีแห่งประวัติศาสตร์นี้ โดยแนวคราสจะเริ่มที่มหาสมุทรอินเดีย พาดผ่านตั้งแต่ประเทศอินเดีย เนปาล ภูฏาน บังกลาเทศ พม่า (เฉพาะส่วนเหนือสุดของประเทศ) ไปจรดชายฝั่งตะวันออกของจีน ก่อนจะไปจบลงที่มหาสมุทรแปซิฟิก

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงสนพระทัยปรากฏการณ์บนท้องฟ้ามานานแล้ว และมักจะเสด็จฯทอดพระเนตรทุกคราที่ทรงมีโอกาส ครั้งนี้ได้เสด็จฯทอดพระเนตรที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

อารี สวัสดี อุปนายกสมาคมดาราศาสตร์ ซึ่งตามเสด็จฯเพื่อถวายคำอธิบายในครั้งนี้บอกว่าได้เตรียมการทุกอย่างไว้พร้อม รวมทั้งการส่งทีมงานไปสำรวจพื้นที่ล่วงหน้าที่จินชานเว่ย เมืองท่าเล็กๆ ริมทะเล ซึ่งจะใช้เป็นสถานที่สังเกตการณ์ปรากฏการณ์ครั้งนี้ในเช้าวันที่ 22 กรกฎาคม

"คนที่เซี่ยงไฮ้ปีนี้ตื่นเต้นกันมากๆ เฉพาะเซี่ยงไฮ้มี 20 ล้านคน และยังจีนทั้งกลางประเทศอีกที่จะได้ดู ยิ่งใหญ่มาก เนื่องจากการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่แล้ว เมื่อ พ.ศ.2498 อยู่ที่ประเทศไทย เห็นได้นานถึง 7 นาที ประเทศจีนไม่มีโอกาสได้เห็น มาเห็นในครั้งนี้ และเป็นการเห็นแบบสรรพคราส คือ เงาของดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์จนมิดทั้งดวง โดยที่เซี่ยงไฮ้ดูได้ดีที่สุดและนานที่สุด คือ 5 นาที 51 วินาที"

น่าแปลกที่ในเมืองไทยนั้นดูเหมือนว่า การมาของปรากฏการณ์ที่ไทยเราเรียกว่า "อาทิตย์ดับ" "ราหูอมดวงอาทิตย์" หรือจะเป็น "กบกินตะวัน" ก็ตาม จะถูกดึงความสำคัญไปจับอยู่ที่คำทำนายของบรรดาโหราจารย์ ในทำนองที่ว่า "คราส" นี้จะนำมาซึ่งความวุ่นวายทั้งหลายทั้งปวงของบ้านเมือง รวมทั้งเกิดหายนะภัยทางธรรมชาติครั้งรุนแรง และกลายเป็น ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ ชั่วเวลาข้ามคืน

(ซ้าย) เหนือฟ้าเมืองไทยเช้า 22 ก.ค.2552 (ขวา) อารี สวัสดี - กิจกรรมดูดาวจัดโดยสมาคมดาราศาสตร์แห่งประเทศไทย


ขณะที่ในต่างประเทศ อย่างที่ประเทศจีนมีการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ครั้งนี้อย่างเต็มที่ ซึ่งห้วงเวลาสำคัญเช่นนี้ยังเป็นโอกาสทองของการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างคึกคัก

บรรดาบริษัทนำเที่ยวน้อยใหญ่ต่างนำเสนอทริปพิเศษ พาไปเที่ยวชมอารยธรรมจีนในแหล่งต่างๆ อาทิ กำแพงเมืองจีน พระราชวังต้องห้าม สุสานจิ๋นซีฮ่องเต้ ฯลฯ แล้วไปจบลงที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นจุดที่สามารถเห็นปรากฏการณ์สุริยุปราคาครั้งนี้ได้เต็มดวงและยาวนานที่สุด

หรือถ้าเบื่อเที่ยวทางบก ก็มีทริปทางน้ำ ล่องเรือบนเส้นทางแม่น้ำแยงซีเกียง ไปชมเขื่อนยักษ์ Three Gorges แล้วปิดท้ายรายการด้วยการชมปรากฏการณ์ครั้งสำคัญบนดาดฟ้าเรือเหนือน่านน้ำเมืองเซี่ยงไฮ้

ซึ่งกิจกรรมทางการขายการตลาดเช่นนี้มีการเตรียมการล่วงหน้ากันเป็นเดือนเป็นปี

"ปรากฏการณ์สำคัญที่สุดของจักรวาล ไม่มีอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์อีกแล้ว ครั้งนี้ถือว่าเป็นการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงที่นานที่สุดของมนุษย์ชาติที่จะได้ดูในรอบ 1,000 ปีนี้" อาจารย์อารี กล่าวย้ำ

ที่สำคัญคือ สุริยุปราคาที่กำลังจะเกิดขึ้นตั้งแต่เวลาประมาณ 7 โมงเช้า ไปสิ้นสุดที่ 9 โมงเช้า ในวันพุธที่ 22 กรกฎาคม เป็นชุดซารอสที่ 136 ซึ่งเป็นชุดเดียวกับสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ.2498 ซึ่งเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ครั้งนั้นแนวคราสที่พาดผ่านประเทศไทยสามารถเห็นได้ตั้งแต่จังหวัดกรุงเทพฯ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง และที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้เห็นนาทีต่อนาทีของราหูที่ค่อยๆ บดบังดวงอาทิตย์อย่างชัดเจน และยาวนานที่สุดถึง 7 นาที 8 วินาที

บริเวณแนวคราสพาดผ่าน เช้าวันที่ 22 ก.ค.2552


มีนักดาราศาสตร์ชาวต่างประเทศเดินทางมายังประเทศไทยมากมาย เพื่อเฝ้าชมปรากฏการณ์ครั้งนั้น และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จทอดพระเนตรที่อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

แล้ว "ซารอส 136" มีความสำคัญอย่างไร ?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า สุริยุปราคาเกิดจากการที่โลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ โคจรมาอยู่ในแนวเดียวกัน โดยมีดวงจันทร์อยู่ตรงกลาง ซึ่งเมื่อมองจากโลกจะเห็นเงาของดวงจันทร์บดบังอาทิตย์ เรียกว่า การเกิดสุริยุปราคา

ความที่ดวงจันทร์เอียง 5 องศา ฉะนั้น จุดตัดของวงโคจรของพระจันทร์ที่หมุนรอบโลกจะขยับถอยหลังไปเรื่อยๆ กระทั่งวนกลับมาอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม (จุดที่ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก อยู่ตรงกัน และทำให้เงาดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์) นับเป็นเวลา 18 ปี 11 วันโดยประมาณ เรียกว่า 1 รอบราหู หรือ 1 ซารอส

เหตุนี้ซารอสจึงมีด้วยกันหลายซารอส อย่างสุริยุปราคาที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2411 ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นชุดซารอสที่ 133 ซึ่งเป็นซารอสชุดเดียวกับที่พระนารายณ์ทอดพระเนตรที่พระตำหนักเย็น จังหวัดลพบุรี เมื่อวันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2231

อาจารย์อารีบอกอีกว่า นักดาราศาสตร์ให้ความสำคัญกับซารอส 136 เพราะเป็นซารอสที่มีอายุยืนมากถึง 1,300 กว่าปี

"การเกิดคราสครั้งนี้นับว่าเกิดเต็มดวงนานที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 21 เพราะหลังจากนี้แม้จะเกิดสุริยุปราคาอีกครั้งก็ไม่มีครั้งไหนที่จะนานเท่านี้อีกแล้ว ซึ่งการเกิดสุริยุปราคาแต่ละครั้งนักดาราศาสตร์จะให้ความสำคัญมาก เพราะจะเป็นโอกาสที่จะได้ศึกษาเรื่องของอุณหภูมิ ความดัน สเปคตรัม ศึกษาโคโรน่า ฯลฯ"

ตัวอย่างเช่น การค้นพบจุดดับจุดใหม่บนผิวดวงอาทิตย์ หรือได้ภาพแสดงเปลวก๊าซที่พุ่งสูงจากผิวดวงอาทิตย์เป็นเกลียว ซึ่งเปลวก๊าซนี้มีอุณหภูมิสูงถึง 3 ล้านองศา ซึ่งนับว่าร้อนกว่าอุณหภูมิของก๊าซที่ผิวดวงอาทิตย์มาก หรือการค้นพบกฎแสดงความสัมพันธ์ระหว่างความหนาแน่นของก๊าซ ความดัน และความยาวของเปลวก๊าซ

ปีนี้นอกจากเกิดสุริยุปราคาเต็มดวง ซึ่งจะเห็นได้ยาวนานที่สุดในศตวรรษที่ 21 โดยจะเห็นนานที่สุด นานถึง 6 นาที 39 วินาที ที่กลางมหาสมุทรแปซิฟิกใกล้ญี่ปุ่น ปีนี้ยังเป็น ปีดาราศาสตร์สากล ซึ่งนับเป็นเวลา 400 ปีพอดีที่กาลิเลโอค้นพบว่า โลกกลม ซึ่งเป็นการแย้งกับความเชื่อเดิมที่ว่าโลกแบน

ถือเป็นการเริ่มต้นศักราชใหม่ของดาราศาสตร์สมัยใหม่ก็ว่าได้

สำหรับการเกิดสุริยุปราคาในครั้งนี้ ประเทศไทยจะเห็นเพียงบางส่วน โดยแต่ละภูมิภาคจะเห็นปรากฏการณ์นี้ในเวลาที่แตกต่างกัน ภาคเหนือและตอนบนของภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีโอกาสเห็นดวงอาทิตย์แหว่งเว้ามากที่สุด

ส่วนที่ กรุงเทพฯ ดวงจันทร์จะเริ่มเคลื่อนเข้าสู่สัมผัสที่ 1 ในเวลาประมาณ 07.06 น. เงาดวงจันทร์จะบดบังเต็มที่เวลา 08.03 น. โดยจะบดบังร้อยละ 42.02 และสิ้นสุดปรากฏการณ์ในเวลา 09.08 น.

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) จึงร่วมกับกับสถาบันอุดมศึกษา 8 สถาบันทั่วประเทศ ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จัดกิจกรรม "สุริยุปราคาเหนือฟ้าเมืองไทย 22 กรกฎาคม 2552" เพื่อให้ประชาชนทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ได้มีโอกาสร่วมเป็นส่วนหนึ่งของปรากฏการณ์นี้ไปพร้อมๆ กัน

ใครที่พลาดจากการดูปรากฏการณ์ครั้งนี้ ยังจะได้เห็นอีกครั้งในวันที่ 15 มกราคม 2553 ซึ่งจะเห็นเพียงบางส่วนเช่นกัน

หน้า 20
 

ประมวลภาพ ชาวเอเชียตื่นเต้นชมสุริยุปราคาพาดผ่านหลายประเทศ

สุริยุปราคาในไทย


วันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 เวลา 16:50:31 น.  มติชนออนไลน์

ประมวลภาพ ชาวเอเชียตื่นเต้นชมสุริยุปราคาพาดผ่านหลายประเทศ


หลายประเทศได้ชมสุริยุปราคาเต็มดวงครั้งที่นานที่สุดในศตวรรษที่21 ตั้งแต่อินเดีย ปากีสถาน ญี่ปุ่น ฮ่องกง พม่า เวียดนาม จีน ไม่เว้นแม้แต่ไทย


ในอินเดีย หญิงนับถือศาสนาฮินดูลงล้างตัวในแม่น้ำคงคาในเมืองพาราณสี ระหว่างเกิดสุริยุปราคา ซึ่งมีความเชื่อต้องล้างตัวเพื่อรับสิ่งเข้ามาในชีวิต ขณะที่พระสงฆ์ในพม่าสวดภาวนาต่อหน้าเจดีย์ชเวดากอง อีกประเทศ นักศึกษามหาวิทยาลัยเวียดนามหลายคนให้ความสนใจต่อเหตุการณ์ครั้งนี้ ไม่ต่างจากนักเรียนในญี่ปุ่นและฮ่องกงที่แห่ชม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1248255675&grpid=01&catid=04
--
ขอเชิญอ่าน  blog.Thank you so much.
http://www.sanamluang.bloggang.com
http://tham-manamai.blogspot.com
http://lifeanddeath2mcu.blogspot.com
http://www.thaiyogainstitute.com
http://www.thaihof.org
http://www.parent-youth.net
http://www.tzuchithailand.org
http://www.presscouncil.or.th
http://thainetizen.org
http://www.ictforall.org
http://dbd-52.hi5.com