วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

อดีตและอนาคตของมะเขือเทศ

 
อดีตและอนาคตของมะเขือเทศ
 

มะเขือเทศ (Lycopersicon esculentum) เป็นพืชที่มีกำเนิดในป่าของ ประเทศเปรูและเอกวาดอร์ในอเมริกากลาง นักประวัติศาสตร์การเกษตรเชื่อว่า ชาวเม็กซิโกเป็นชนชาติแรกที่รู้จักนำมะเขือเทศมาปลูกในต้นพุทธศตวรรษที่ 21 เมื่อกองทัพล่าอาณานิคมของสเปนได้ทำสงครามชนะชนพื้นเมืองเผ่า Inca, Aztec และ Maya เหล่าทหารได้นำพืชชนิดนี้จากเม็กซิโกไปปลูกในยุโรป จากนั้นพืชที่รู้จักกันในนามว่า แอปเปิลทองบ้าง แอปเปิลเปรูบ้าง หรือแอปเปิล พิศวาสบ้าง ก็ได้แพร่หลายไปทั่วโลก

ทุกคนคงรู้จักมะเขือเทศกันดี แต่มาคอยจะรู้ว่ามันอุดมไปด้วยประโยชน์มากมาย เรานำมาทำเป็นอาหารได้หลากหลายรูปแบบ คุณรู้รึเปล่าว่ามะเขือเทศนั้นอุดมด้วยวิตามินป้องกันมะเร็ง อีกทั้งยังทำให้ชะลอการเหี่ยวย่น...

จากการศึกษาของ ดร.ไมเคล กาเซียโน นักวิจัยของโรงเรียนสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า การกินมะเขือเทศจะช่วยป้องกันมะเร็ง ต่อมลูกหมากในผู้ชาย และในมะเขือเทศยังมีสารไลโคพีน (lycopene) อยู่เป็นจำนวนมาก อันเป็นตัวล้างพิษที่สำคัญในร่างกาย

สูตรโครงสร้างของไลโคพีน

มะเขือเทศสามารถเจริญงอกงามได้ในดินฟ้าอากาศที่หลากหลายสภาพทั้งในเรือนเพาะ ชำหรือไร่ ถึงแม้เราสามารถพบเห็นชาวไร่ ปลูกมะเขือเทศในทุกภูมิภาคของโลก แต่รัสเซีย จีน อเมริกา อียิปต์ และอิตาลี คือประเทศที่ปลูกมะเขือเทศมากที่สุด

มะเขือเทศเป็นพืชล้มลุกที่มีอายุยืนประมาณ 1 ปี ที่นิยมปลูกเป็นพุ่มซึ่งชาวไร่มักใช้ไม้ค้ำชูลำต้นที่สูงตั้งแต่ 0.7-2 เมตร เมื่อต้น ให้ผลตามที่ต้องการแล้ว เขาจะเด็ดยอดทิ้งเพื่อไม่ให้ต้นเจริญเติบโตอีกต่อไป หากไร่มีต้นอ่อนงอกเสริม ชาวไร่จะถอนมันทิ้งเพื่อไม่ให้ มันแย่งอาหารจากต้นใหญ่ ขณะเจริญเติบโตต้นมะเขือเทศต้องการแสงแดดจัด ใบเป็นใบประกอบที่มีก้านใบ และแกนกลางใบ ดอกเป็น ช่อซึ่งมีดอกตั้งแต่ 3-11 ดอก กลีบดอกสีเหลืองมี 5-6 กลีบ และเกสรตัวผู้ห่อหุ้มเกสรตัวเมีย ดังนั้นมันจึงเป็นพืชที่สามารถผสมพันธุ์ได้ในตัวของมันเองโดยไม่ต้องอาศัยแมลง แต่ก็มีมะเขือเทศบางพันธุ์ที่เกสรตัวเมียยื่นออกมาเหนือเกสรตัวผู้ มะเขือเทศที่มีอวัยวะสืบพันธุ์ ลักษณะนี้จึงต้องการแมลงมาช่วยในการผสมพันธุ์ข้ามต้น

เนื้อของมะเขือเทศมีทั้งมีแดงและเหลือง ผลมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1.5-10 เซนติเมตร ผิวเรียบ และมีน้ำกว่า 90% มีโปรตีนและไขมันเล็กน้อย ส่วนคาร์โบไฮเดรตอัน ได้แก่ glucose และ fructose มีประมาณ 3% และมี carotene วิตามิน B, E และ C เล็กน้อย โดยเฉพาะวิตามิน C มีปริมาณ 17 มิลลิกรัม ในเนื้อมะเขือเทศ 100 กรัม ส่วน carotene ที่ว่านี้คือ lycopene b-carotene

ชาวไร่มัก พบว่า ถ้าต้นมะเขือเทศมีน้ำหล่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ผลมะเขือเทศจะมีสีดีและมักมีกลิ่นหอม แต่ชาวไร่บางคนเชื่อว่า หากมะเขือเทศได้รับลมทะเล มันจะเจริญงอกงามได้ดีที่สุด


ตามปกติเมื่อผลมะเขือเทศสุก ชาวไร่จะใช้เครื่องจักรหรือคนเก็บผล การนิยมเก็บผลก่อนสุกงอมเล็กน้อยก็เพื่อนำไปขายหรือ แปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์รูปอื่น สำหรับมะเขือเทศที่ถูกเก็บในขณะที่ยังไม่สุกนี้ อาจถูกทำให้มีผิวแดงโดยการอบด้วยแก๊ส ethylene เช่นเดียวกับกล้วย ส่วนมะเขือเทศที่สุกงอมมากหากชาวไร่เก็บมันอย่างไม่ละมุนละม่อมหรือบรรจุมัน ในภาชนะอย่างไม่ระมัดระวัง ผลก็อาจแตกเละได้ ซึ่งจะเป็นปัญหาในการขนส่งมะเขือเทศไปบริโภคในที่ไกลๆ การดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) จึงเป็นเทคโนโลยี ชีวภาพรูปแบบหนึ่งที่ถูกนำมาใช้กับมะเขือเทศ เพื่อปรับปรุงผิวของมันให้แข็งให้มีชีวิตอยู่ได้นาน

ทุกวันนี้คนทั่วโลกรู้จักและนิยมบริโภคมะเขือเทศ แต่เมื่อครั้งที่เหล่าทหารล่าอาณานิคม (conquistadores) เห็นมะเขือเทศ เป็นครั้งแรก เขาได้เห็นมันปลูกในสวนเป็นไม้ประดับ จึงได้นำไปปลูกเป็นไม้ประดับในสวนยุโรปบ้าง แต่เมื่อมันไม่ได้รับแสงแดดอย่าง พอเพียง กลิ่นของผลจึงไม่หอม ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อนักชีววิทยาจัดมันอยู่ในตระกูล Solanum ที่มีพิษ ผู้คนจึงไม่รู้สึกอยากบริโภค นอกจากเหตุผลนี้แล้ว การมีชื่อเรียกว่า love apple หรือ pomme d' amour ซึ่งแปลว่า ผลไม้พิศวาส ก็มีส่วนทำให้คนเคร่ง ศาสนาหรือคนที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมไม่กล้ากิน เพราะคิดว่าผลไม้ชนิดนี้จะไปกระตุ้นความรู้สึกทางเพศของตน

love apple หรือ pomme d' amour นิยมทานเป็นของว่างในงานจัดเลี้ยง

ความเข้าใจในธรรมชาติของมะเขือเทศได้เริ่มดีขึ้นตามลำดับ ในปี 2062 เมื่อ Bernadino de Sahaqum นักประวัติศาสตร์ ชาวสเปนได้เขียนบันทึกใน The General History of New Spain ว่า ได้เห็นผลมะเขือเทศสีเหลืองอ่อน เหลืองเข้ม แดงอ่อน แดงเข้ม และเขียว ทั้งขนาดใหญ่และเล็กที่มีรสหวาน ในปีเดียวกันนั้น Bernal Diaz ผู้ได้ติดตามกองทัพสเปนเดินทางสู่นคร Tenochitlan (Mexico City ในปัจจุบัน) ก็ได้บันทึกว่า ชาวอินเดียนแดงได้เตรียมฆ่าทหารโดยได้ใช้หม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ โดยมีพริกไทย เกลือกับมะเขือเทศเป็นเครื่องปรุง เมื่อถึงปี 2443 แพทย์ชื่อ Fernie ได้กล่าวในหนังสือชื่อ Meals Medicinal ว่าชนพื้นเมืองบนเกาะ Fiji นิยมกินเนื้อคนยุโรปที่ปรุงด้วยมะเขือเทศเช่นกัน

ความจริงคำ tomate เป็นคำที่ชาวสเปนใช้เรียกมะเขือเทศ คำๆ นี้ แปลงมาจากคำ tomatl ในภาษาของชนเผ่า Aztec นอกจาก จะเรียกชื่อมะเขือเทศเลียนภาษาชนเผ่า Aztec แล้ว พ่อครัวสเปนยังใช้สูตรการปรุงมะเขือเทศตามตำหรับของชนเผ่า Aztec ด้วย โดยปรุงด้วยเกลือ พริกหอม น้ำมันมะกอกและน้ำส้ม ส่วนชาวอิตาลีนั้นนิยมบริโภคมะเขือเทศโดยการทอดในน้ำมันด้วยเกลือและพริกไทย ประวัติศาสตร์การครัวฝรั่งเศสได้บันทึกว่า พ่อครัวชื่อ Dunand แห่งองค์จักรพรรดิ Napolean ได้คิดสูตรอาหารจานเด็ดที่ใช้ มะเขือเทศเป็นเครื่องปรุงหลักในปี 2343 เมื่อกองทัพ Napolean ได้ยาตราทัพถึงเมือง Marengo ในแคว้น Lombardy และ พบว่าที่เมืองๆ นั้นไม่มีเนย Dunand จึงทอดไก่ในน้ำมันมะกอก แล้วเอาซอสที่ทำจากเหล้าองุ่น มะเขือเทศ เห็ด ราดอาหารที่ชื่อ Chicken Marengo นี้ยังคงมีชื่อเสียงมาจนทุกวันนี้ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชาวฝรั่งเศสก็เริ่มรู้จักและนิยมบริโภคมะเขือเทศมากขึ้น

Alexandre Dumas
นักประพันธ์ผู้แต่งเรื่อง The Three Musketeers
Alexandre Dumas นักประพันธ์ผู้แต่งเรื่อง The Three Musketeers ก็ได้เคยแต่งนวนิยายเกี่ยวกับมะเขือเทศว่า มันเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดมาจากซีกโลกทางใต้ และมีรสหอมหวานซึ่งอาจใช้บริโภคสดหรือปรุงเป็นส่วนประกอบของอาหารได้

หลังจากที่เป็นที่นิยมในฝรั่งเศสแล้ว มะเขือเทศก็ได้ถูกนำไปปลูกในอิตาลี แล้วแพร่กลับสู่อเมริกาเหนือและใต้อีกครั้งหนึ่ง จึงนับเป็นการเดินทางที่ครบวงจร ประวัติศาสตร์อเมริกันได้บันทึกว่า Thomas Jefferson ประธานาธิบดีคนที่สามของสหรัฐฯ ก็เป็นผู้หนึ่งที่นิยมปลูกมะเขือเทศที่ไร่ของเขาในเมือง Monticello ของรัฐ Virginia ถึงกระนั้นมะเขือเทศก็มิได้เป็นผลไม้ที่ผู้คน นิยมปลูกกันมากในอเมริกาเหนือ จนกระทั่งถึงเมื่อ 200 ปีมานี้เอง เมื่อได้มีการพบว่ามันมีคุณค่าทางโภชนาการมาก เพราะมีวิตามิน C, A กรด folic โปแตสเซียม โปรตีนและเส้นใยอย่างอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้มันยังไม่มีคอเรสเตอรอลด้วย จึงทำให้มันเป็นผลไม้ที่ช่วยให้ คนบริโภคไม่เป็นโรคหัวใจ อนึ่งเมล็ดมะเขือเทศที่คนเป็นโรคกระเพาะอาหารบริโภคเข้าไป อาจทำให้กระเพาะระคายเคืองได้ ดังนั้น คนเป็นโรคชนิดนี้จึงควรคว้านเมล็ดทิ้งก่อนบริโภค แต่การคว้านเมล็ดหรือปอกเปลือกจะทำให้คุณค่าทางโภชนาการของมันลดตาม

ทุกวันนี้ ข่าวใหญ่ที่กำลังโด่งดังเกี่ยวกับมะเขือเทศคือการที่มีผู้พบว่าสารประกอบ lycopene ในมะเขือเทศสามารถป้องกัน ร่างกายมิให้เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก โรคหัวใจ โรคเบาหวานและโรคเรื้อรังต่างๆ ได้ ดังนั้นสถาบัน Harvard School of Public Health จึงได้เสนอแนะให้ทุกคนบริโภคน้ำมะเขือเทศสัปดาห์ละ 10 แก้ว เพราะข้อสรุปนี้ได้จากการศึกษาพฤติกรรมการ บริโภคของชาย 48,000 คน เป็นเวลา 4 ปี และได้ผลว่า คนที่บริโภคซอสมะเขือเทศอย่างสม่ำเสมอ จะมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งต่อม ลูกหมากน้อยที่สุด

ในวารสาร Nature Biotechnology ฉบับเดือนสิงหาคม 2544 Eduardo Blumwald แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียที่ Davis ในสหรัฐอเมริกาได้รายงานว่า เขาได้ประสบความสำเร็จในการปลูกมะเขือเทศในน้ำที่ค่อนข้างเค็มแล้ว โดยน้ำที่ใช้ปลูกนั้นมี ความเข้มข้นของเกลือสูงถึง 37% ของน้ำทะเล นอกจากนี้ ต้นมะเขือเทศของเขายังดึงดูดเกลือไปเก็บสะสมที่ใบ โดยไม่รบกวนผลเลย ซึ่งนั้นก็หมายความว่า ต้นมะเขือเทศได้ดูดเกลือจากดิน ทำให้ดินเค็มกลายสภาพเป็นดินจืดที่เหมาะสำหรับการเพาะปลูกทั่วไปอีกครั้ง หนึ่ง โดยเขาได้เอายีน (gene) ที่พบในพืช Arabidopsis thaliana ตัวหนึ่งใส่ลงในยีนของมะเขือเทศ

 


ที่มาข้อมูล : http://www.ipst.ac.th
http://www.thaihealth.or.th
 


--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
kb
http://www.healthstation.in.th/index1.html
http://camp02.blogspot.com/ camp02
http://kb1951.blogspot.com/ tkpark
http://kbparks.blogspot.com/ tkpark9
http://word1951.blogspot.com/ wordpress
http://www.baanjomyut.com/library/lotus
http://www.pwdom.com
http://weblogcamp2009.blogspot.com/2009
http://www.twitter.com/kajorn
http://www.twitter.com/BKKFlashCamp
http://camp02.readyhomepage.com
http://www.twitter.com/sun1951
http://www.twitter.com/joomlacorner
http://sun1951.vaivaitraining.com
http://sun1951.wordpress.com
http://www.educationatclick.com/th/
http://gotoknow.org/blog/krunoppol/
http://baankruaeed.wordpress.com/
http://ngaochan.hi5.com/
http://www.oknation.net/blog/subaltern
http://gotoknow.org/migrantworkers

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

นักวิทย์น้อย ..คิดเพื่อวันพรุ่งนี้ พลังงานไฟฟ้าจากจานรับสัญญาณดาวเทียม

วันที่ 05 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11562 มติชนรายวัน


นักวิทย์น้อย ..คิดเพื่อวันพรุ่งนี้ พลังงานไฟฟ้าจากจานรับสัญญาณดาวเทียม




"นาง สาวนลินี ชีวินกฤตย์กุล" นักเรียนผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) จากโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัย จ.ขอนแก่น นักเรียนทุนของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เห็นว่า จานกลมๆ ใบใหญ่ๆ บนหลังคาบ้านหลายๆ คนเป็นสัญลักษณ์ว่าบ้านนี้มีรายการทีวีให้ดูมากมาย หลายช่อง นอกเหนือจากฟรีทีวีทั่วไป

แต่คงไม่เคยมีใครสังเกตว่าจานใบใหญ่นี้ ใช่มีประโยชน์เพียงแค่รับสัญญาณโทรทัศน์เท่านั้น

"จาน รับสัญญาณดาวเทียม" มีหน้าที่สะท้อนสัญญาณคลื่นความถี่โทรทัศน์ที่ส่งผ่านจากดาวเทียมไปรวม สัญญาณที่มีอุปกรณ์มีลักษณ์รูปโค้งพาราโบล่า แบบกระทะ ทำด้วยเหล็ก อะลูมิเนียม หรือไฟเบอร์กลาส มีทั้งจานดาวเทียมแบบทึบ และแบบจานโปร่ง ลักษณะอย่างหนึ่งของจานรับสัญญาณดาวเทียม ที่มีรูปร่างโค้งจนน่ารวมแสงได้ดี ทำให้ "เดียร์ "หรือ "นลินี" นึกถึงแผงโซลาร์เซลล์ ตามมาด้วยคำถามในใจว่า เราจะประยุกต์จานรับสัญญาณดาวเทียมมาเป็นแผงโซลาร์เซลล์ขนาดย่อมๆ โดยทำเป็นโครงงานวิทยาศาสตร์เรื่อง "เปรียบเทียบค่ากระแสไฟฟ้าที่ได้จากการใช้แผงโซลาร์เซลล์ติดบริเวณรวมแสงของ จานรับสัญญาณดาวเทียมเทียบกับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์แบบธรรมดา"

นลินี ชีวินกฤตย์กุล


โซ ลาร์เซลล์มีชื่อเรียกหลายอย่าง ทั้งเซลล์แสงอาทิตย์ เซลล์สุริยะ ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตไฟฟ้าจากการตกกระทบของแสงบนวัตถุที่มีความสามารถในการ เปลี่ยนพลังงานเแสงเป็นพลังงานไฟฟ้าได้ มีลักษณะเป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากสารกึ่งตัวนำ เมื่อได้รับแสงอาทิตย์โดยตรงจะเปลี่ยนเป็นพาหะนำไฟฟ้า และถูกแยกเป็นประจุไฟฟ้าบวกและลบ เพื่อให้เกิดแรงดันไฟฟ้าทั้งสองของเซลล์แสงอาทิตย์

มื่อนำขั้วไฟฟ้าของเซลล์แสงอาทิตย์ต่อเข้ากับอุปกรณ์ไฟฟ้ากระแสตรง ไฟฟ้าจะไหลเข้าสู่อุปกรณ์เหล่านั้น ทำให้สามารถทำงานได้


เดียร์ นำเอาจานรับสัญญาณดาวเทียมมาชุบ "โครเมียม" เป็นโลหะมันวาวสีเทาด้วยกระแสไฟฟ้า แล้วติดแผงโซลาร์เซลล์หนึ่งแผง ที่บริเวณรวมแสงของจานรับสัญญาณดาวเทียมดังกล่าว ต่อแผงโซลาร์เซลล์บนแผ่นไม้อีกหนึ่งจุด จากนั้นเปรียบเทียบปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ได้จากอุปกรณ์แผงโซลาร์เซลล์บนจานดาว เทียมกับบนแผ่นไม้ ใช้มัลติมิเตอร์วัดกระแสไฟฟ้า เป็นเวลา 3 วัน วัดปริมาณกระแสไฟฟ้าทุก 12 นาที เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-15.00 น. ซึ่งถือเป็นช่วงที่มีแสงแดดมากที่สุดของวัน แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์

ผล ปรากฏปริมาณกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ทั้งสองแบบ พบว่าการใช้จานช่วยรวมแสงทำให้กระแสไฟฟ้าได้ค่าเทียบเท่ากับแผงโซลาร์เซลล์ ที่ติดตั้งแบบธรรมดาถึง 3 แผง โดยความเข้มแสงที่บริเวณรวมแสงเทียบกับแผงโดยรวม 3 วัน เท่ากับ 1.33 เท่า หากเราใช้จานรับสัญญาณดาวเทียมชุบโครเมียมในการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานแสง อาทิตย์ จะช่วยลดจำนวนการใช้แผงโซลาร์เซลล์ได้ถึง 2 แผง

เห็นได้ว่า การใช้จานรับสัญญาณดาวเทียมช่วยรวมแสงมาที่โซลาร์เซลล์ ทำให้ประสิทธิภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าดีกว่าแผงโซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งแบบทั่ว ไป

ผลที่ได้นี้จะเป็นความรู้นำไปขยายต่อ เพื่อหาแนวทางประดิษฐ์แผงโซลาร์เซลล์ให้มีขนาดเล็กลง ทนทานต่ออุณหภูมิความร้อนที่สูง ลดพื้นที่ติดตั้งและประยุกต์ใช้งานต่างๆ ได้

เรื่องที่มอง "ข้าม" หรือมองว่า "ยาก" ความจริงก็เหมือนเส้นผมบังภูเขา อาจบังตาแต่กระจ่างอยู่ในใจใครหลายคน ที่รู้จักเฉลียวใจ ใช้ความรู้ที่ได้คิดค้น ต่อเติมเป็นรูปเป็นร่างเช่นนี้นี่เอง


หน้า 26
http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01epe01051152&sectionid=0147&day=2009-11-05

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2552

แคะข้อมูลดาวเทียม.."ซูเปอร์เมอโลร์" หายนะของจริง

แคะข้อมูลดาวเทียม..“ซูเปอร์เมอโลร์” หายนะของจริง
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 8 ตุลาคม 2552 15:06 น.

ภาพ จำลองเส้นทางการเคลื่อนตัว ใช้ข้อมูลที่แกะออกจากรายงานของดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา MTSAT โดยสำนัก TSR แสดงให้เห็นขนาดมหึมาของซูเปอร์ไต้ฝุ่นเมอโลร์ (Melor) จากย่านแปซิฟิกตะวันตก ย้อนขึ้นเหนือก่อนจะตีวงโค้งอย่างงดงาม เข้าถล่มเกาะตอนกลางของญี่ปุ่นในขณะนี้ ส่วนเวียดนามยังเกาะติดพายุป้าหม่า อย่างไม่กระพริบตา ขณะอาละวาดอยู่เหนือเกาะฟิลิปปินส์อีกรอบหนึ่ง
       
ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- ภาพจำลองเส้นทางการเคลื่อนตัวของไต้ฝุ่นเมอโลร์ (Melor) ที่จัดทำและเผยแพร่โดยองค์การจับตาความเสี่ยงจากพายุเขตร้อน (Tropical Storm Risk) วันพุธ (7 ต.ค.) ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นขนาดอันใหญ่โตมหึมาของซูเปอร์ไต้ฝุ่นลูกนี้ ขณะเคลื่อนตัวเข้าสู่ตอนกลางของญี่ปุ่น
       
       สื่อต่างๆ ในเวียดนาม ได้ติดตามพายุลูกนี้แบบเกาะติด ขณะที่ทางการยังสั่งให้ทุกภาคส่วนเฝ้าระวังพายุโซนร้อนป้าหม่า (Parma) ที่ยังคงทำให้เกิดฝนตกหนักเหนือเกาะฟิลิปปินส์ และ ยังมีโอกาสที่บ่ายหน้าสู่ทะเลจีนใต้ครั้งใหม่ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า
       
       พายุป้าหม่าอ่อนกำลังลงเต็มที แต่ก็ยังอิทธิฤทธิ์ทำให้เกิดฝนตกกระจายคลุมอาณาบริเวณกว้าง ตั้งแต่ภาคเหนือลงไปจนถึงภาคกลางของเกาะลูซอน สำนักพยากรณ์ TSR กล่าวว่า ถ้าหากสามารถทวีความเร็วศูนย์กลาง กลับมาเข้มแข็งขึ้นได้อีก ป้าหม่าอาจจะหันหัวสู่ทะเลจีนใต้ในคืนวันพฤหัสบดีนี้
       
       ตามข้อมูลดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา MTSAT ที่บันทึกโดย TSR “เมอโลร์” กับ “ป้าหม่า” ก่อตัวขึ้นเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำในย่านแปซิฟิกกลางกว่า 20 วันก่อน อยู่ห่างจากหมู่เกาะฟิลิปปินส์กว่า 1,000-2,000 กม.
       
       เมื่อพัฒนาขึ้นเป็นไต้ฝุ่น พายุทั้งสองลูกนี้แทบจะไม่ได้ส่งอิทธิพลต่อกันเลย แต่ต่างก็มีเส้นทางเคลื่อนตัวของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่นักอุตุนิยมวิทยาเวียดนาม กล่าวว่า เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก


ภาพ จำลองจากข้อมูลดาวเทียมขององค์การนาซ่า (NASA) พายุทั้งสองลูกมีชีวิตยืนยาวมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว เมอโลร์กำลังพัดกระหน่ำเหนือหมูเกาะญี่ปุ่น ส่วนป้าหม่ายังหันรีหันขว้างนำความชุ่มฉ่ำกลับไปยังหมู่เกาะฟิลิปปินส์อีก ครั้งหนึ่งในสัปดาห์นี้
       เมอโลร์ ค่อยทวีความเร็วลมศูนย์กลางขึ้นเป็นระดับพายุโซนร้อน ขณะพัดผ่านหมู่เกาะมารีญาส (Marinas) ก่อนจะทวีความแรงขึ้นเป็นไต้ฝุ่นระดับ 5 (Category 5) ขณะอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก C5 เป็นระดับสูงสุดของพายุเขตร้อน ที่มีความเร็วลมศูนย์กลาง 250 กม./ชม.ขึ้นไป ซึ่งจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พัดผ่านจนราบพนาสูญ และ นี่คือ "ซูเปอร์ไต้ฝุ่น" อย่างแท้จริง
       
       แต่โชคดี - ตามข้อมูลของ TSR เมอโลร์ลดความเร็วศูนย์กลางลงสู่ระดับ C2 (154-177 กม./ชม.) ก่อนจะเข้าถึงเกาะญี่ปุ่น และ ลดลงถึงระดับ C1 (119-153 กม./ชม.) ก่อนทะลวงเข้าเกาะฮอนชู (Honshu) ในตอนกลางอันเป็นที่ตั้งนครโอซากา (Osaka) และ นาโงยา (Nagoya)
       
       พายุป้าหม่า กับ พายุเมอโลร์ ก่อตัวขึ้นในช่วงห่างไม่กี่วันหลังไต้ฝุ่นเกดสะหนา (Ketsana) เคลื่อนเข้าสู่ทะเลจีนใต้ พัดเข้าเวียดนามในวันที่ 29 ก.ย.สร้างความเสียหายเกือบ 900 ล้านดอลลาร์มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 164 คน
       
       ในวันต่อมาพายุเกดสะหนายังพัดเลยเข้าสร้างความเสียหายแก่ชีวิตและ ทรัพย์สินของผู้คนอีกหลายสิบในลาวและกัมพูชารวมกันอีกเกือบ 50 คนในวันต่อมา


เวียดนามยังเฝ้าจับตาบทบาทกับลีลาของพายุป้าหม่าอย่างไม่กระพริบ ตราบใดที่ยังหมุนอยู่ ทะเลจีนใต้ก็ยังไม่พ้นขีดอันตราย
http://www.manager.co.th/IndoChina/ViewNews.aspx?NewsID=9520000119146

--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://www.thaifreedompress.blogspot.com/
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ข่าวโลกร้อน 4 ต.ค. (ความคืบหน้าในเวทีเจรจายูเอ็น)



 

ครึ่งทาง  การเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ (4 ต.ค.2552) 

  1. ก่อนการเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ (เพื่อสำหรับทำความเข้าใจเร็ว ๆ ถ้าจะใช้งานต้องปรับคำ)
 
ข้อตกลงนานาชาติ ความหมายอย่างเร็ว ๆ 
อนุสัญญาฯ โลกร้อน 2535

UNFCCC

-โลกร้อนวิกฤตแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน

-มีผลกระทบหนักและจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อทั้งโลกและคน

-เกิดเพราะเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นเรื่อยๆ

-เราทั้งโลกตกลงจะร่วมกันหยุดยั้งแก้ไขวิกฤตนี้ โดยมีหลักการที่สำคัญคือความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง และตามศักยภาพและความสามารถที่มี

พิธีสารเกียวโต 2540

Kyoto Protocol

-ด้วยการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซฯ 5.2 %จากระดับ 2533 ภายในปี 2551-2555

-ให้ประเทศพัฒนาแล้ว (Annex I) ต้องลดก๊าซก่อนเป็นหลัก(เพราะปล่อยมากในอดีตเป็นตัวการใหญ่ต่อวิกฤตตอนนี้)

-มีกลไกช่วยลดการปล่อย CDM, JI, ET

-เนื้อหา 4 ประเด็นหลัก การลดก๊าซ (mitigation) การปรับตัวรับมือต่อโลกร้อน (Adaptation) กลไกทางการเงินที่จะช่วยเร่งการลด (Finance)และการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและสร้างความเข้มแข็ง (Technology Transfer & Capacity Building)

แผนที่นำทางบาหลี  2550

Bali Road Map

- แนวทางการเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงใหม่หลังช่วงพันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโดตจบลง

- CDM, JI, ET ได้ผลไหม มีปัญหาไง ปรับแก้ไง

-แล้วหลังปี 2555 จะทำไง (ตั้งเป้าใหม่ หรือจะหาข้อตกลงใหม่)

-จะคุยกันต่อนะกำหนด 5 ครั้งเฉพาะในปี 52 เพื่อสรุปให้ได้ที่โคเปนเฮเกน

-ตั้ง 2 คณะทำงานรองรับ  (AWG)

คณะทำงานเรื่องพิธีสารเกียวโต

(AWG-KP)

คณะทำงานดูทิศทางระยะยาว

(AWG-LCA แบ่งงานออกเป็น 5 ส่วน)

-วิสัยทัศน์ระยะยาว

-การปรับตัวรับโลกร้อน

-การลดก๊าซ

-การเงิน

-เทคโนโลยีและการเสริมสร้างศักยภาพ

-AWG-KP ดูว่าจะทำไงกับพิธีสารเกียวโตดี ใช้ต่อแล้วตั้งเป้าเพิ่ม หรือหาพิธีสาร(ข้อตกลง)ใหม่เลย  

-AWG-LCA ดูว่าประเด็นหลัก 5 ด้าน ควรจะทำอย่างไรดี

เวทีเจรจาโลกร้อน 2551 -2 คณะทำงาน AWG เจรจา ต่อเนื่อง เพื่อรับข้อเสนอของแต่ละภาคี แล้วรวบรวมเป็น text
เวทีเจรจาโลกร้อน 2552 บอนน์ 1 - เจรจาต่อ จนสามารถสรุปเอกสารที่บรรจุประเด็นที่ทุกคน  (ประเทศภาคีสมาชิก) ต้องการใส่เสร็จ อันไหนที่เห็นต่างกันให้วงเล็บทิ้งไว้ก่อน
บอนน์ 2
บอนน์ 3
กรุงเทพ ***(กันยายน-ตุลาคม) - เอาเอกสารที่เต็มด้วยวงเล็บดังกล่าวมาเริ่มเจรจากันว่าจะถอดวงเล็บแล้วใช้คำไหน  ให้ได้มากที่สุด  เหลือหน้าน้อยที่สุด
บาร์เซโลน่า -เจรจา  ถอดวงเล็บต่อ และพยายามให้เหลือหน้าน้อยสุด สรุปโดยไม่มีวงเล็บเหลือในจำนวนหน้าน้อยสุด สำหรับการตัดสินใจ
โคเปนเฮเกน (ธันวาคม) ผู้นำประเทศมารวมกันดูเอกสารจากบาร์เซโลน่า และตัดสินใจว่า จะลดวิกฤตโลกร้อนหลังหมดพันธะสัญญาเกียวโตปี 2555 จะทำไง (ถ้าใช้พิธีสารเกียวโตต่อระยะสองจะตั้งเป้าเท่าไร ใครจะทำ ใช้กลไกอะไร หรือไม่เอาจะหาพิธีสารใหม่แทน)

*** ดูรายละเอียดข้อ 2 
 
 

2. เวทีเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ – จากวันแรก ถึงครึ่งทาง (แบ่งห้องเจรจาออกเป็น 6 ส่วนหลัก) 

 
 
 
ความคืบหน้า 
 
 
การเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ (28 ก.ย.-9 ต.ค. 52)
คณะทำงานด้าน

พิธีสารเกียวโต 

AWG-KP

คณะทำงาน

ด้านทิศทางระยะยาว 

AWG-LCA

วิสัยทัศน์

Shared vision

การปรับตัวรับมือ

Adaptation

การลดก๊าซ

Mitigation

กลไกการเงิน

Finance

ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ

Tech Transfer & Capacity Building

จำนวนหน้าเอกสารเจรจา  28 ก.ย. - 15 36 63 22 34
4 ต.ค. - 15 36 63 22 34
ปริมาณวงเล็บ 

(1-5 ดาวตามความมาก)

28 ก.ย. - **** **** ***** *** ****
4 ต.ค. - **** **** ***** *** ****
ประเด็นเนื้อหาที่คาดว่าต้องเจรจาหนัก 28 ก.ย. -ตัวเลขปริมาณการลดของประเทศพัฒนาแล้วระยะกลาง (2020) และระยะยาว (2050) ใช้ปีอะไรเป็นปีฐาน ระยะเวลาของพัธกรณี ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน
4 ต.ค. -ตัวเลขปริมาณการลดของประเทศพัฒนาแล้วระยะกลาง  (2020) และระยะยาว (2050) ใช้ปีอะไรเป็นปีฐาน ระยะเวลาของพัธกรณี ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน ยังไม่ชัดเจน
การดำเนินการหลัก  ๆ ตั้งแต่ที่ผ่านมา (ดูข้อ 3 ประกอบ) -ปริมาณการลดการปล่อยในช่วงพันธกรณีจากประเทศพัฒนาแล้ว

Mandate ของการเจรจา ซึ่งต้องไม่รวมใช่การผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนามามีส่วนร่วมในการลดแบบภาคบังคับด้วย

ความพยายามจากประเทศพัฒนาแล้วเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อสูงมาร่วมลดการปล่อยด้วย

การกำหนดเป้าหมายรวมในการลดการปล่อย  ทั้งในระดับความเข้มข้นของก๊าซ  และอุณหภูมิ

ความเร่งด่วนในการดำเนินการลด

การส่งเสริมบรรยากาศในการเอื้อให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการลดและการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แนวทางในการดำเนินการเพื่อการปรับตัว

การสนับสนุนอย่างเร่งด่วนในเรื่องการปรับตัว  ทั้งในเรื่อง Technology และ การเงิน

การเงินจะต้องเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่  และเพิ่มเติมจาก ODA

การประเมินผลจะประเมินอะไร อย่างไร เช่นจะประเมินความก้าวหน้าในกิจกรรมการปรับตัว หรือ ประเมินการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วที่ให้เพื่อการปรับตัว

การส่วเสริมด้านสถาบันองค์กรเพื่อดูแลงานด้านการปรับตัว ทั้งในระดับประเทศ  ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

ประเด็นความเชื่อมโยงผลกระทบจากโลกร้อนและความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ

ใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวกำหนดระดับการปลดปล่อยที่คาดหวังโดยรวมของประเทศ Annex I โดยเสนอเป้าหมายของ aggregate ในระดับ 40% ภายในปี 2020 โดยคิดจากปี 1990 เป็นปีฐาน

การเจรจาควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบในอดีต (historical responsibility) และหลักการรับผิดชอบร่วมกันแต่ในระดับที่แตกต่าง

ศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการลดของภาคเกษตรและภาคการบิน

REDD การนำ REDD เป็นส่วนหนึ่งของ NAMA หรือไม่

การพิจารณา  ระดับอ้างอิง และ MRV ทำที่ Copenhagen?

การใช้เทคโนโลยี มาตรการการดำเนินงานในการลดGHGs ของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา การศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพ และกลไกทั้งด้านการตลาด และที่ไม่ใช่การตลาด ในการลดการปล่อยก๊าซในแต่ละภาคส่วน

เรื่อง  sectoral approach ได้ให้ความสำคัญในภาคเกษตรกรรม และภาคขนส่งทางอากาศและทางทะเล

การเร่งรัดด้านกลไกทา

การเงินทั้งเพือการลดการปล่อยและการปรับตัว จำนวน การตรวจวัด

เงินต้องมาจากภาครัฐเป็นหลัก

การกำจัดอุปสรรคต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น IPRs

ความร่วมมือและเสริมสร้างศักยภาพทั้งในเรื่องการดำเนินการทั้งด้านการลดการปล่อย  การปรับตัว และการประเมินศักยภาพ

การมุ่งสู่การเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon growth)

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

3. ประเด็นการเจรจาหลัก 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

 
1.คณะทำงานด้านพิธีสารเกียวโต
-ปริมาณการลดการปล่อยในช่วงพันธกรณีจากประเทศพัฒนาแล้ว

-Mandate ของการเจรจา ซึ่งต้องไม่รวมการผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนามามีส่วนร่วมในการลดแบบภาคบังคับด้วย

-ความพยายามจากประเทศพัฒนาแล้วเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อสูงมาร่วมลดการปล่อยด้วย

2. วิสัยทัศน์

Shared vision

-การกำหนดเป้าหมายรวมในการลดการปล่อย ทั้งในระดับความเข้มข้นของก๊าซ และอุณหภูมิ

-ความเร่งด่วนในการดำเนินการลด

-การส่งเสริมบรรยากาศในการเอื้อให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการลดและการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

3. การปรับตัวรับมือ

Adaptation

-แนวทางในการดำเนินการเพื่อการปรับตัว

-การสนับสนุนอย่างเร่งด่วนในเรื่องการปรับตัว ทั้งในเรื่อง Technology และ การเงิน

-การเงินจะต้องเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ และเพิ่มเติมจาก ODA

-การประเมินผลจะประเมินอะไร อย่างไร เช่นจะประเมินความก้าวหน้าในกิจกรรมการปรับตัว หรือ ประเมินการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วที่ให้เพื่อการปรับตัว

-การส่งเสริมด้านสถาบันองค์กรเพื่อดูแลงานด้านการปรับตัว ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

-ประเด็นความเชื่อมโยงผลกระทบจากโลกร้อนและความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ

4. การลดก๊าซ

Mitigation

-ใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวกำหนดระดับการปลดปล่อยที่คาดหวังโดยรวมของประเทศ Annex I โดยเสนอเป้าหมายของ aggregate ในระดับ 40% ภายในปี 2020 โดยคิดจากปี 1990 เป็นปีฐาน

-การเจรจาควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบในอดีต (historical responsibility) และหลักการรับผิดชอบร่วมกันแต่ในระดับที่แตกต่าง

ศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการลดของภาคเกษตรและภาคการบิน

-REDD การนำ REDD เป็นส่วนหนึ่งของ NAMA หรือไม่

-การพิจารณา ระดับอ้างอิง และ MRV ทำที่ Copenhagen?

-การใช้เทคโนโลยี มาตรการการดำเนินงานในการลดGHGs ของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา การศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพ และกลไกทั้งด้านการตลาด และที่ไม่ใช่การตลาด ในการลดการปล่อยก๊าซในแต่ละภาคส่วน

-เรื่อง sectoral approach ได้ให้ความสำคัญในภาคเกษตรกรรม และภาคขนส่งทางอากาศและทางทะเล

5. กลไกการเงิน

Finance

-การเร่งรัดด้านกลไกทางการเงินทั้งเพือการลดการปล่อยและการปรับตัว จำนวน การตรวจวัด

-เงินต้องมาจากภาครัฐเป็นหลัก

6. ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ

Tech Transfer & Capacity Building

-การกำจัดอุปสรรคต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี เช่น ทรัพย์สินทางปัญญา

-ความร่วมมือและเสริมสร้างศักยภาพทั้งในเรื่องการดำเนินการทั้งด้านการลดการปล่อย การปรับตัว และการประเมินศักยภาพ

-การมุ่งสู่การเติบโตแบบคาร์บอนต่ำ (Low carbon growth)





 
From: sataya phongsasumitr <satayap@hotmail.com>
Date: ต.ค. 4, 2009 4:32 หลังเที่ยง
Subject: ข่าวโลกร้อน 4 ต.ค. (ความคืบหน้าในเวทีเจรจายูเอ็น)
To: 
 

ครึ่งทาง การเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ (4 ต.ค.2552)

 

  1. ก่อนการเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ (เพื่อสำหรับทำความเข้าใจเร็ว ๆ ถ้าจะใช้งานต้องปรับคำ)

 

ข้อตกลงนานาชาติ

ความหมายอย่างเร็ว ๆ

อนุสัญญาฯ โลกร้อน 2535

UNFCCC

 

-โลกร้อนวิกฤตแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยืนยัน

-มีผลกระทบหนักและจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ต่อทั้งโลกและคน

-เกิดเพราะเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงขึ้นเรื่อยๆ

-เราทั้งโลกตกลงจะร่วมกันหยุดยั้งแก้ไขวิกฤตนี้ โดยมีหลักการที่สำคัญคือความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง และตามศักยภาพและความสามารถที่มี

พิธีสารเกียวโต 2540

Kyoto Protocol

-ด้วยการตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซฯ 5.2 %จากระดับ 2533 ภายในปี 2551-2555

-ให้ประเทศพัฒนาแล้ว (Annex I) ต้องลดก๊าซก่อนเป็นหลัก(เพราะปล่อยมากในอดีตเป็นตัวการใหญ่ต่อวิกฤตตอนนี้)

-มีกลไกช่วยลดการปล่อย CDM, JI, ET

-เนื้อหา 4 ประเด็นหลัก การลดก๊าซ (mitigation) การปรับตัวรับมือต่อโลกร้อน (Adaptation) กลไกทางการเงินที่จะช่วยเร่งการลด (Finance)และการช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและสร้างความเข้มแข็ง (Technology Transfer & Capacity Building)

แผนที่นำทางบาหลี  2550

Bali Road Map

- แนวทางการเจรจาเพื่อนำไปสู่ข้อตกลงใหม่หลังช่วงพันธกรณีแรกของพิธีสารเกียวโดตจบลง

- CDM, JI, ET ได้ผลไหม มีปัญหาไง ปรับแก้ไง

-แล้วหลังปี 2555 จะทำไง (ตั้งเป้าใหม่ หรือจะหาข้อตกลงใหม่)

-จะคุยกันต่อนะกำหนด 5 ครั้งเฉพาะในปี 52 เพื่อสรุปให้ได้ที่โคเปนเฮเกน

-ตั้ง 2 คณะทำงานรองรับ (AWG)

คณะทำงานเรื่องพิธีสารเกียวโต

(AWG-KP)

คณะทำงานดูทิศทางระยะยาว

(AWG-LCA แบ่งงานออกเป็น 5 ส่วน)

-วิสัยทัศน์ระยะยาว

-การปรับตัวรับโลกร้อน

-การลดก๊าซ

-การเงิน

-เทคโนโลยีและการเสริมสร้างศักยภาพ

-AWG-KP ดูว่าจะทำไงกับพิธีสารเกียวโตดี ใช้ต่อแล้วตั้งเป้าเพิ่ม หรือหาพิธีสาร(ข้อตกลง)ใหม่เลย

 

-AWG-LCA ดูว่าประเด็นหลัก 5 ด้าน ควรจะทำอย่างไรดี

เวทีเจรจาโลกร้อน 2551

-2 คณะทำงาน AWG เจรจา ต่อเนื่อง เพื่อรับข้อเสนอของแต่ละภาคี แล้วรวบรวมเป็น text

เวทีเจรจาโลกร้อน 2552

บอนน์ 1

- เจรจาต่อ จนสามารถสรุปเอกสารที่บรรจุประเด็นที่ทุกคน (ประเทศภาคีสมาชิก) ต้องการใส่เสร็จ อันไหนที่เห็นต่างกันให้วงเล็บทิ้งไว้ก่อน

บอนน์ 2

บอนน์ 3

กรุงเทพ ***(กันยายน-ตุลาคม)

- เอาเอกสารที่เต็มด้วยวงเล็บดังกล่าวมาเริ่มเจรจากันว่าจะถอดวงเล็บแล้วใช้คำไหน ให้ได้มากที่สุด เหลือหน้าน้อยที่สุด

บาร์เซโลน่า

-เจรจา ถอดวงเล็บต่อ และพยายามให้เหลือหน้าน้อยสุด สรุปโดยไม่มีวงเล็บเหลือในจำนวนหน้าน้อยสุด สำหรับการตัดสินใจ

โคเปนเฮเกน (ธันวาคม)

ผู้นำประเทศมารวมกันดูเอกสารจากบาร์เซโลน่า และตัดสินใจว่า จะลดวิกฤตโลกร้อนหลังหมดพันธะสัญญาเกียวโตปี 2555 จะทำไง (ถ้าใช้พิธีสารเกียวโตต่อระยะสองจะตั้งเป้าเท่าไร ใครจะทำ ใช้กลไกอะไร หรือไม่เอาจะหาพิธีสารใหม่แทน)

*** ดูรายละเอียดข้อ 2

 

 

 

2. เวทีเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ จากวันแรก ถึงครึ่งทาง (แบ่งห้องเจรจาออกเป็น 6 ส่วนหลัก)

 

 

 

 

ความคืบหน้า

 

 

 

 

การเจรจาโลกร้อนกรุงเทพ (28 ก.ย.-9 ต.ค. 52)

 

คณะทำงานด้าน

พิธีสารเกียวโต

 

AWG-KP

 

คณะทำงาน

ด้านทิศทางระยะยาว

 

AWG-LCA

วิสัยทัศน์

Shared vision

การปรับตัวรับมือ

Adaptation

การลดก๊าซ

Mitigation

กลไกการเงิน

Finance

ถ่ายทอดเทคโนโลยีฯ

Tech Transfer & Capacity Building

จำนวนหน้าเอกสารเจรจา

28 ก.ย.

-

15

36

63

22

34

4 ต.ค.

-

15

36

63

22

34

ปริมาณวงเล็บ

(1-5 ดาวตามความมาก)

28 ก.ย.

 

-

****

****

*****

***

****

4 ต.ค.

 

-

****

****

*****

***

****

ประเด็นเนื้อหาที่คาดว่าต้องเจรจาหนัก

28 ก.ย.

 

-ตัวเลขปริมาณการลดของประเทศพัฒนาแล้วระยะกลาง (2020) และระยะยาว (2050) ใช้ปีอะไรเป็นปีฐาน ระยะเวลาของพัธกรณี

 

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

4 ต.ค.

-ตัวเลขปริมาณการลดของประเทศพัฒนาแล้วระยะกลาง (2020) และระยะยาว (2050) ใช้ปีอะไรเป็นปีฐาน ระยะเวลาของพัธกรณี

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

ยังไม่ชัดเจน

การดำเนินการหลัก ๆ ตั้งแต่ที่ผ่านมา (ดูข้อ 3 ประกอบ)

-ปริมาณการลดการปล่อยในช่วงพันธกรณีจากประเทศพัฒนาแล้ว

Mandate ของการเจรจา ซึ่งต้องไม่รวมใช่การผลักดันให้ประเทศกำลังพัฒนามามีส่วนร่วมในการลดแบบภาคบังคับด้วย

ความพยายามจากประเทศพัฒนาแล้วเพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาที่ปล่อสูงมาร่วมลดการปล่อยด้วย

 

การกำหนดเป้าหมายรวมในการลดการปล่อย ทั้งในระดับความเข้มข้นของก๊าซ และอุณหภูมิ

ความเร่งด่วนในการดำเนินการลด

การส่งเสริมบรรยากาศในการเอื้อให้ประเทศกำลังพัฒนาดำเนินการลดและการปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แนวทางในการดำเนินการเพื่อการปรับตัว

การสนับสนุนอย่างเร่งด่วนในเรื่องการปรับตัว ทั้งในเรื่อง Technology และ การเงิน

การเงินจะต้องเพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ และเพิ่มเติมจาก ODA

การประเมินผลจะประเมินอะไร อย่างไร เช่นจะประเมินความก้าวหน้าในกิจกรรมการปรับตัว หรือ ประเมินการสนับสนุนจากประเทศพัฒนาแล้วที่ให้เพื่อการปรับตัว

การส่วเสริมด้านสถาบันองค์กรเพื่อดูแลงานด้านการปรับตัว ทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

ประเด็นความเชื่อมโยงผลกระทบจากโลกร้อนและความเสี่ยงจากภัยพิบัติธรรมชาติ

 

ใช้วิทยาศาสตร์เป็นตัวกำหนดระดับการปลดปล่อยที่คาดหวังโดยรวมของประเทศ Annex I โดยเสนอเป้าหมายของ aggregate ในระดับ 40% ภายในปี 2020 โดยคิดจากปี 1990 เป็นปีฐาน

การเจรจาควรตั้งอยู่บนความรับผิดชอบในอดีต (historical responsibility) และหลักการรับผิดชอบร่วมกันแต่ในระดับที่แตกต่าง

ศักยภาพและการมีส่วนร่วมในการลดของภาคเกษตรและภาคการบิน

REDD การนำ REDD เป็นส่วนหนึ่งของ NAMA หรือไม่

การพิจารณา ระดับอ้างอิง และ MRV ทำที่ Copenhagen?

การใช้เทคโนโลยี มาตรการการดำเนินงานในการลดGHGs ของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา การศึกษาวิจัย การพัฒนาศักยภาพ และกลไกทั้งด้านการตลาด และที่ไม่ใช่การตลาด ในการลดการปล่อยก๊าซในแต่ละภาคส่วน

เรื่อง sectoral approach ได้ให้ความสำคัญในภาคเกษตรกรรม และภาคขนส่งทางอากาศและทางทะเล

การเร่งรัดด้านกลไกทา

การเงินทั้งเพือการลดการปล่อยและการปรับตัว จำนวน การตรวจวัด<span style="FONT-SIZE: 10pt; FONT-FAMILY: &#




--
ขอเชิญอ่าน blog.Thank you so much.
blog
http://sunblog1951.blogspot.com/ sunday
http://blogpwd.blogspot.com/ pwd9
http://ktblog1951.blogspot.com/ pwday
http://newsblog9.blogspot.com/ news
http://bloghealth99.blogspot.com/ health
http://labour9.blogspot.com/ labour
http://www.ksmecare.com/docSeminar/520902031848987.pdf
http://www-01.ibm.com/software/th/events/lotusliveevent/
http://www.mict4u.net/thai/
http://www.chula.ac.th/visitors/thai/calendar.htm
http://www.agkmstou.com/2008/index.php
http://www.baanjomyut.com/library/lotus/index.html
http://www.asianbarometer.org/newenglish/introduction/default.htm